เปิดบันทึกเรือดำน้ำอเมริกา USS Sealion ผู้ลั่นตอปิโดจมเรือหลวงสมุยที่ไม่มีกำลังคุ้มกัน

เหตุการณ์สูญเสีย ร.ล.สมุย นั้น เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.๒๔๘๘ ระหว่างนั้น เป็นช่วงเวลาของสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๔๘๔ – ๒๔๘๘) ซึ่งไทยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรง ด้วยการเข้าร่วมเป็นกำลังฝ่ายอักษะ แต่ถึงกระนั้น ไทยก็ยังรักษาท่าทีด้วยการไม่ได้เข้าร่วมสงครามแบบเต็มตัวนัก คือไม่ได้จัดส่งกองทัพเข้าร่วมรบกับกองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่น (Japan Empire) และเยอรมนี เพียงแต่ให้ญี่ปุ่นได้ใช้เป็นทางผ่าน และแหล่งเสบียงอาหารอันอุดมสมบูรณ์ให้กับกองทัพญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งนโยบายดั้งเดิมของไทยก็คือดำรงความเป็นกลาง แต่เนื่องจากก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะบุกไทยนั้น ญี่ปุ่นเพิ่งถล่มเพิร์ล ฮาเบอร์ ฐานที่มั่นของกำลังทางเรือ และทางอากาศของสหรัฐฯ แบบสายฟ้าแล่บ

ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดและตอร์ปิโดกว่า ๔๐๐ ลำ ภายในไม่กี่นาที ฝูงบินรบก็ถล่มเพิร์ล ฮาเบอร์ ย่อยยับ อเมริกาสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทหารเสียชีวิต ๒,๔๐๓ นาย เรือรบจมหรือเสียหาย ๑๙ ลำเครื่องบินอีก ๓๔๗ ลำ และในอีกสามชั่วโมงต่อมา กองทัพญี่ปุ่นก็บุกโจมตีฟิลิปปินส์ ฮ่องกง มาเลย์เซีย และประเทศไทย ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งกองทัพไทยได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้เปิดทางให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านเข้ามาได้ เนื่องจากเกรงว่า ถ้ามีการสู้รบ จะเสียหายใหญ่หลวง จึงได้ยินยอมให้ญี่ปุ่นใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการที่ญี่ปุ่นจะรุกคืบเข้าไปในอาณานิคมอังกฤษ อย่างพม่า และอินเดีย แต่หน่วยทหาร ตำรวจ และประชาชนบางกลุ่ม ก็ได้ทำการต่อต้านทหารญี่ปุ่นอย่างสุดความสามารถ

เนื่องจากว่าข่าวสารนั้นมาถึงล่าช้า ต่อมารัฐบาลไทยก็ได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยอาจจะเห็นว่า ญี่ปุ่นนั้นมีกำลังเข้มแข็ง และมีแนวโน้มว่าจะชนะสงคราม อีกทั้งญี่ปุ่นเมื่อบุกเข้าไทย ก็ไม่ได้ทำอันตรายกับประเทศไทย เหมือนกับที่ทำกับประเทศอื่นๆในอินโดจีน อีกทั้งหากญี่ปุ่นและเยอรมนีชนะสงคราม ไทยก็จะสามารถเรียกร้องดินแดนที่เสียไปให้กับอังกฤษ และฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ หรืออีกทางหนึ่งก็อาจจะถูกญี่ปุ่นบีบบังคับก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ประเทศไทยต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยอยู่ข้างฝ่ายอักษะ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่จึงเป็นที่มาของการปฏิบัติการของ ร.ล. สมุย ในเวลาต่อไป

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เส้นทางขนส่งทางทะเลโดยรอบอ่าวไทยถูกปิดกั้นด้วยภัยจากเรือผิวน้ำ ทุ่นระเบิด และเรือดำน้ำ โดยเฉพาะภายในทะเลอ่าวไทยนั้น ถูกกดดันอย่างหนักจากเรือดำน้ำ และทุ่นระเบิด เนื่องจากฝ่ายสัมพันธมิตร จะใช้เรือดำน้ำในการรังควานเรือสินค้า และเรือรบของฝ่ายอักษะในบริเวณนี้ เนื่องจากว่าเรือดำน้ำนั้นทำการได้สะดวกกว่า และไม่ตกเป็นเป้าได้ง่ายเหมือนดังเช่นเรือผิวน้ำ เพราะรู้ดีว่าฝ่ายไทย และฝ่ายญี่ปุ่นก็มีทั้งเรือดำน้ำ และเรือผิวน้ำปฏิบัติการอยู่ในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เรือสินค้า และเรือน้ำมันไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้โดยสะดวก และบางประเทศที่เป็นกลาง หรือเป็นคู่สงครามกับฝ่ายอักษะ ก็งดขายน้ำมันให้กับไทยด้วย ทำให้เกิดสภาวะข้าวยากหมากแพงขึ้น

แม้ประเทศไทยในขณะนั้น จะเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่มีผลผลิตมากมาย โดยไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอาหารยังชีพ เพราะสามารถผลิตอาหารได้อย่างเหลือเฟือ แต่สินค้าอุปโภค บริโภค ในครัวเรือน สินค้าภาคอุตสาหกรรม ก็ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่ใช้ในภาคการผลิต และขนส่ง นอกจากนั้น ในครัวเรือน ยังจำเป็นต้องใช้น้ำมันก๊าด (เคโรซีน : Kerosene) ในการจุดตะเกียงเจ้าพายุ เพื่อให้ความสว่างในยามค่ำคืน เนื่องจากว่า ในสมัยนั้น สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ยังเข้าไม่ถึงครัวเรือนอย่างทั่วถึง ทำให้ชาวบ้านในสมัยนั้น แม้จะเป็นชาวกรุง ก็ต้องอาศัยน้ำมันก๊าดในการจุดตะเกียง ด้วยเหตุเหล่านี้เอง จึงทำให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ด้วยการจัดซื้อน้ำมันจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ให้ไทยจัดเรือไปรับที่เกาะโชนัน

เกาะโชนัน หรือ โชนันโตะ (Syonan-to : 昭南島 : Shōnan-tō) ก็คือประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน โดยในยุคที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะสิงคโปร์นั้น ญี่ปุ่นได้พยายามที่จะทำให้สิงคโปร์เป็นอาณานิคมหนึ่งของญี่ปุ่นด้วยการส่งเสริมความเป็นญี่ปุ่นไปทุกที่ ป้ายโฆษณา และวิทยุกระจายเสียงล้วนเป็นภาษาญี่ปุ่น มีภาพยนตร์ญี่ปุ่นฉายในโรงภาพยนตร์ เด็กนักเรียนในสิงคโปร์ต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น มีการใช้เงินญี่ปุ่นแทนเงินอังกฤษ หนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษ Strait Times ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Syonan Times และ Syonan Shimbun แม้แต่ชื่อของเกาะยังถูกเปลี่ยนเป็นโชนัน ซึ่งแปลว่า แสงใต้ ซึ่งเราจะพบเห็นคำว่าโชนันบ่อยๆ ในเอกสารราชการของไทยในยุคนั้น

เมื่อรัฐบาลได้ตกลงใจที่จะซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว ก็ได้มอบหมายให้ กรมเชื้อเพลิงทหารบก เป็นแม่งานในการดำเนินการจัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงกับบริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ติดต่อกับฝ่ายญี่ปุ่น จากนั้นกรมเชื้อเพลิงทหารบก ได้เช่าเรือของบริษัทเดินเรือไทย ได้แก่ เรือวลัย เรือสุทธาทิพย์ และเรือบางนรา ไปทำการรับน้ำมันที่โชนัน โดยให้ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมเสนาธิการทหารเรือ โดย ทร. ได้จัดส่งนายทหารลงประจำเรือลำละหนึ่งนาย เพื่อควบคุมการเดินเรือ และอำนวยการในการต่อต้านเรือดำน้ำ และอากาศยาน สำหรับเรือที่มีการติดตั้งปืนเพิ่มเติม ก็ได้มีการบรรจุพลปืนเพิ่มเติมเข้าไปด้วย การเดินทางนั้น รัฐบาลได้กำหนดให้ในขาออกจากประเทศ เรือแต่ละลำให้บรรทุกข้าวสารเป็นสินค้าออก และขากลับบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาส่งที่กรมเชื้อเพลิง ซึ่งในการนี้ ทร.เองก็ได้ส่ง ร.ล.สมุยเข้าร่วมด้วย โดยได้ถูกนำไปใช้ในการนี้เป็นลำแรก ร.ล.สมุยได้เดินทางไปโชนัน เที่ยวแรกเมื่อ ๑๗ สิงหาคม ๒๔๘๕ โดย น.อ.ทิว กุสุมา ณ อยุธยา เป็นผู้บังคับการเรือ และได้เดินเรือต่อมาอีก ๑๘ เที่ยว ซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย มี น.ต.ประวิทย์ รัตนอุบล เป็นผู้บังคับการเรือ

ข้อมูลจากฝ่ายไทย

จากเอกสารกรมสารบรรณทหารเรือ เลขที่ [๑] สบ.ทร. ๙๙.๔/๙๑๓ เรื่อง กิจการของกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของกองประวัติศาสตร์ ยก.ทร. ได้บันทึกเหตุการณ์ของ ร.ล.สมุย ไว้ในร่างรายงานของ น.อ.จำเริญ ขันธหิรัญ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการ ท่านที่ ๓ (หน.สธ.ทร. ๓) ถึง พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) เรื่อง ร.ล.สมุย ถูกตอร์ปิโดจม เมื่อ เม.ย. ๘๘ หน้า ๑๓๘ – ๑๖๐ ซึ่งผมขออนุญาตคัดลอกมาลงไว้ เนื่องจากเท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยเห็นที่ใดได้เคยนำมาลงแบบเต็มๆ มาก่อน ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้เห็นถึงสภาพการณ์ ณ ตอนนั้นจริงๆ ไม่ใช่การปรุงแต่งจากผู้ถ่ายทอดอีกทีหนึ่ง รวมถึงยังคงภาษาที่เป็นภาษาโบราณไว้ด้วย บันทึกดังกล่าวมีเนื้อความดังนี้

ด้วยเมื่อวันที่ ๑๘ มี.ค. ๘๘ เวลา ๒๐๐๐ ทัพเรือได้รับรายงานจาก พัน ร.๒ จ.ว. กลันตัน ว่า “ร.ล.สมุยอับปาง กำลังส่งนายทหารพรรคนาวิกโยธิน นายทหารชั้นนายเรือ พยายามไปช่วย รายละเอียดยังไม่ทราบ” – ผบ.พัน ร.๒

ทัพเรือเมื่อได้รับรายงานก็ได้รีบทำการสอบสวนข่าว เพราะเวลานั้นมีข่าววิทยุสับสนกันอยู่บ้าง เกรงว่าจะมีความเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็พอดีได้รับข่าวที่แน่นอนส่งมาทางนายช่างใหญ่ไปรษณีย์ว่า “ร.ล.สมุย ถูกตอร์ปิโดจม หน้าเมืองตรังกานู เมื่อ ๑๗ มี.ค.๘๘ เวลา ๒๓.๐๐ และได้ส่งรายชื่อผู้ที่รอดชีวิตมาด้วยดังนี้

จ.อ.ถนอม ศิลาบุญเพ็ง ยศปัจจุบัน

๑. น.ต. เสงี่ยม บุญมา
๒. ร.ท. กิตติ คีตาจีวะ
๓. ร.ต. จิตร สวัสดิ์บุตร
๔. พ.จ.อ. สวัสดิ์ เพ็ญเสวี
๕. จ.ท. สมนึก กาญจนหิรัญ
๖. จ.ท. เทียม นิ่มอ่อน
๗. จ.ท. เชื้อ สุวรรณรอ
๘. จ.ท. เสงี่ยม รัตนชาลี
๙. จ.ท. ถนอม ใจสุข
๑๐. จ.ต. สง่า ลมูลเกศ
๑๑. จ.ต.ถนอม ศิลาบุญเพ็ง
๑๒. จ.ต.บุญเลิศ ตันอำไพ
๑๓. พลฯ ถวิล วิทยากรณ์
๑๔. พลฯ หล่อ เย็นสมุทร
๑๕. พลฯ หยด ผลสุทธิ
๑๖. พลฯ ฉันท์ ชัยศาตร์
๑๗. พลฯ บุญธรรม ผลคงดี

ทัพเรือได้สั่งให้ ร.ล.พงัน ซึ่งกำลังจะเดินทางไปโชนัน เวลานั้นอยู่สัตตหีบ ให้รีบออกเรือด่วนไปสงขลา เมื่อมีความจำเป็นจะได้สั่งให้เดินทางต่อไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือทหาร กับได้สั่งให้เครื่องบินทะเล ๒ เครื่องเดินทางไปค้นหาผู้ประสพภัย ณ ที่เรือจม

๒๑ มี.ค. ๘๘ ได้รับรายงานจากนักบินที่ส่งไปทำการช่วยเหลือว่า “พบเรือจมที่ตรังกานูทางตะวันออกของปุโลคาปัส ห่าง ๗ ไมล์ นายทหาร ๓ จ่า ๑๔ รอดตาย นอกนั้นยังไม่พบ”

ต่อมาได้รับรายงานเพิ่มเติมจากนักบินที่ส่งไปช่วยเหลือยังที่เรือจมและติดต่อทราบมาจากนายจำรัส ปันยาระชุน ข้าหลวงทหาร จ.ว.ตรังกานู กับ จ.ท.สมนึก ผู้ประสพภัย ส่วนคนอื่นๆ ไม่มีโอกาศพบได้มีข้อความดังนี้

“ร.ล.สมุย ออกจากโชนัน เมื่อ ๑๕ มี.ค.๘๘ เวลาเช้า ระหว่างทางในตอนเช้าวันที่ ๑๖ มี.ค.๘๘ มีเครื่องบินทะเลของญี่ปุ่นเครื่องหนึ่งมาวนเวียนเหนือเรือและโบกธงแดง แต่ทางเรือมิได้หยุดเรือทำอย่างหนึ่งอย่างใด แล้วเครื่องบินนั้นก็บินกลับไปจนไกลแล้วบินกลับมาที่เรืออีก และโบกธงแดงอีกหลายครั้ง ต่อจากนี้เครื่องบินนั้นก็บินหายไป ส่วน ร.ล.สมุย คงเดินทางต่อมาตามเดิม

เรือดำน้ำซีไลออนสอง (USS Sealion II (SS-315)

ก่อน ร.ล.สมุย จะถึงเกาะคาปัส เดินเข็ม น.๓๖ ว. ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนเข็มเมื่อเรืออยู่ห่างจากเกาะนี้ ๒ ไมล์ ครั้นเวลา ๐๒๔๕ วันที่ ๑๗ มี.ค.๘๘ จึงถูกยิงด้วยตอร์ปิโด นัดแรกถูกตอนหัวเรือขวา และได้ยินเสียงระเบิดในเรือ ในระยะติดๆ กัน ได้ถูกยิงอีกนัดหนึ่งตรงกลางลำค่อนไปทางหัวเรือและเกิดระเบิดไฟไหม้เรือจมภายใน ๓ นาที หัวจมก่อน ต่อจากนั้นไฟได้ถูกติดน้ำมันซึ่งลอยเป็นฝาอยู่ในน้ำรอบๆ ตำบลที่เรือจม ทหารได้โดดลงน้ำและได้พยายามว่ายเข้าหาฝั่งฝ่าเพลิงที่ได้ลุกอยู่ทั่วไป เวลานั้นคลื่นจากตะวันออกและใหญ่มาก บางคนเกาะเศษไม้ และสิ่งของต่างๆ ลอยตามคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง บางคนก็ลอยคออยู่ในน้ำนานตั้ง ๑๕ ชั่วโมง และไปสลบอยู่ตามชายฝั่งอำเภอมารัง จังหวัดตรังกานู

เช้ามืดวันที่ ๑๗ มี.ค.๘๘ เนื่องจากมีเสียงระเบิดได้ยินถึงบนฝั่ง เครื่องบินญี่ปุ่นได้ออกตรวจเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้ส่งเรือใบแลเรือเล็กออกช่วยเหลือ เรือเล็กเหล่านี้ได้จมเพราะคลื่นหลายลำ ได้พบผู้ประสพภัยเป็นหมู่ๆ ดังนี้ ๔ คน ๓ คน ๒ คน และ ๑ คน รวม ๗ คน ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส ๓ คือ

๑. ร.ต. จิตร สวัสดิบุตร
๒. จ.ท. ถนอม ใจสุข
๓. พลฯ ถวิล วิทยานุกรณ์

ทหารบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลญี่ปุ่น จ.ว.ตรังกานู ซึ่งส่วนมากถูกไฟลวก ขอครูโคส ๑ ปอนด์ และยาเอมบี ๖๐๓ จำนวน ๙๐ เม็ด ขอเครื่องแต่งกายและค่าพาหนะกลับกรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้ขอให้ส่งไปในวันที่ ๒๔ มี.ค.๘๘

วันที่ ๒๔ มี.ค.๘๘ ทัพเรือได้ส่งสิ่งของจำเป็นตามต้องการไปให้ทางเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว และได้รับรายงานเพิ่มเติมจากนักบินที่ไปส่งของมาอีก คือได้พบเรือโบ๊ต (เรือไว) ของ ร.ล.สมุย ลำหนึ่งลอยไปติดอยู่ที่เกาะปุโลคาปัส ในเรือนี้ไม่มีคนมีแต่เสื้อนอกของ น.ต.ประวิศ อยู่ ๑ ตัวเท่านั้น จึงสันนิษฐานได้แน่ว่าเรือนี้จมทางตะวันออกของเกาะคาปัส เพราะคลื่นมาทางตะวันออกจึงได้ซัดเรือเข้าหาฝั่งเกาะคาปัส

ตั้งแต่เริ่มสงครามมหาเอเชียบูรพามา ร.ล.สมุย ได้ลำเลียงน้ำมันจากโชนันมาแล้ว ๑๗ เที่ยว และเที่ยวนี้ เป็นเที่ยวที่ ๑๘ ได้ประสพเหตุการณ์ ๓ ครั้ง รวมทั้งนี้ด้วย

ครั้งที่หนึ่งขณะที่เดินทางกลับจากโชนัน ได้พบเรือดำน้ำกำลังจะลอยลำในเวลาจวนค่ำ นอกฝั่งโกตาบารู ร.ล.สมุย (น.ท.สิงห์ บูรณสิงห์) หลบเข้าหาฝั่งและเข้าอ่าวปัตตานีพ้นภัยมาได้เมื่อ ๑๘ ธ.ค.๘๕

ครั้งที่สองขณะที่เดินทางกลับจากโชนันได้ถูกยิงด้วยตอร์ปิโด ๒ นัด แต่ผิด ที่บริเวณทางเหนือของเกาะเทียวมัน ร.ล.สมุย (น.อ.ชื้น สนแจ้ง) ได้หันหลบเข้าหาฝั่งหนีมาได้เมื่อ ๑๒ เม.ย.๘๖ (เวลา ๑๓๕๕

สำหรับครั้งนี้ (น.ต.ประวิศ รัตนอุบล) ซึ่งนับเป็นครั้งที่ ๓ นั้น ได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘ ระหว่างทางเครื่องจักร์ใหญ่ขัดข้อง ได้แวะซ่อมเครื่องอยู่ที่โกต้าบารู หลายวันจนถึงวันที่ … มี.ค.๘๘ จึงได้เดินทางต่อไปได้ และถึงโชนันเมื่อ … มี.ค.๘๘ (ในช่องวันที่ที่เว้นว่างไว้นี้ เอกสารต้นฉบับก็มิได้ระบุวันที่ไว้ – ผู้เขียน) ภายหลังเมื่อลำเลียงน้ำมันลงแล้ว ได้ออกจากท่าโชนัน เมื่อ ๑๕ มี.ค.๘๘ ตอนเช้า และถูกยิงจมที่นอกเกาะคาปัสเมื่อ ๐๒๕๕ วันที่ ๑๗ มี.ค.๘๘ มีทหารประจำเรือที่รอดชีวิตมาได้ ๑๗ คน เป็นนายทหาร ๓ พันจ่า ๑ จ่า ๘ พลฯ ๕ ส่วนผู้ที่ยังไม่ทราบข่าวมี ๓๑ นาย เป็นนายทหาร ๖ พันจ่า ๑ จ่า ๑๓ พลฯ ๑๓ ดังมีรายนามแจ้งอยู่ข้างท้ายนี้ด้วยแล้ว

การเดินเรือรับน้ำมันจากโชนันนี้กระทำโดยข้อตกลงระหว่างไทยกับญี่ปุ่นนับตั้งแต่เริ่มสงครามมหาเอเชียบูรพามา (ธ.ค.๘๕) เป็นการขนส่งแลกเปลี่ยนกันคือ ขาไปบรรทุกเข้าสารไปส่งทางการทหารญี่ปุ่นที่โชนัน และขากลับบรรทุกน้ำมันมาให้กรมเชื้อเพลิง ในระยะต้นๆ การเดินเรือในย่านแหลมมาลัยเรียบร้อย เพราะไม่ใคร่ปรากฏว่ามีเรือดำน้ำข้าศึกเข้ามารบกวน นอกจากนานๆ มีครั้งหนึ่ง และทางการก็ได้ให้คำแนะนำการเดินเรือ และกำหนดทางเดินให้แก่ ผบ.เรือ ให้ระมัดระวังภัยจากเรือดำน้ำโดยกวดขัน แต่ในระยะหลังๆ นี้คือในปีนี้ปรากฏว่ามีเรือดำน้ำข้าศึกมาทำงานย่านนี้มากขึ้น เพราะมีฐานทัพดำเนินการอยู่ใกล้ (ฟิลลิปปินส์) กว่าแต่ก่อน และอีกประการหนึ่ง เนื่องจากเส้นทางเรือเดินของญี่ปุ่นระหว่างโชนัน กับ ไซ่ง่อน ได้เปลี่ยนเข้ามาอยู่ชิดฝั่งตามที่เราเคยใช้มาแต่ก่อนอีกด้วย จึงอาจเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ข้าศึกติดตามเรือญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ตามเส้นทางเรือของเรา

เมื่อความจำเป็นของส่วนรวมแห่งประเทศและชาติมิสามารถจะให้หยุดยั้งการลำเลียงน้ำมันได้แล้ว ทัพเรือก็ต้องส่งเรือออกเดินทั้งๆ ที่ทราบดีว่าเป็นการเสี่ยงภัย ในการนี้ได้ให้คำแนะนำแก่ ผบ.เรือให้ระมัดระวังกวดขันยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็มิสามารถจะหลีกเลี่ยงภยันตรายได้ดังกล่าวแล้ว

การศูนย์เสีย ร.ล.สมุย ไปครั้งนี้นอกจากจะขาดเรือลำเลียงน้ำมันไปลำหนึ่ง ระหว่างที่ชาติกำลังต้องการอยู่ในยามคับขันนี้แล้ว ทัพเรือยังรู้สึกเศร้าสลดใจในการศูนย์เสียทหารประจำเรือซึ่งควรได้รับการสรรเสริญที่ได้ยอมสละชีพเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติของตนอีกด้วย

ลงชื่อ น.อ.จำเริญ ขันธหิรัญ

และนี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ฝ่ายไทยได้บันทึกไว้ เอกสารภายหลังจากนี้ล้วนอ้างอิงมาจากเอกสารนี้ และบันทึกจากฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งผู้อ่านจะได้อ่านต่อไป สำหรับชะตากรรมของเรือลำอื่นๆ ที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจกับ ร.ล.สมุย นั้น เรือวลัย ถูกทุ่นระเบิดจมที่ปากคลองสำโรง เมื่อ ๑๒ ม.ค. ๒๔๘๗ ขณะบรรทุกน้ำมันกลับกรุงเทพฯ และเรือสุทธาทิพย์ ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดจมพร้อมทั้งน้ำมันเต็มลำที่ข้างเกาะโรงโขนโรงหนัง (เกาะจวง) อ่าวสัตหีบ เมื่อ ๑ มิ.ย.๒๔๘๘ ร่วมกับเรือหลวงอีกหลายๆ ลำ ของ ทร. ในสถานีเรือสัตตหีบ แต่เรือของ ทร. ไม่จม เหลือเพียงเรือบางนราเท่านั้น ที่รอดพ้นมาได้จนเลิกสงคราม

ข้อมูลจากฝ่ายสหรัฐฯ

ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ ร.ล.สมุย ได้มาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประโยชน์มาก เนื่องจากว่าได้มีการบันทึกอย่างละเอียด โดยเอกสารดังกล่าว เป็นรายงานการลาดตระเวน (War Patrol) ของเรือดำน้ำลำที่ยิงตอร์ปิโดใส่ ร.ล.สมุย ณ วันที่ทำการยิงเองเลยทีเดียว จึงนับว่าเป็นเอกสารชั้นต้นที่เชื่อถือได้มากที่สุด ในขณะที่ฝ่ายไทยมีเฉพาะรายงานการสูญเสีย และเหตุการณ์โดยคร่าวๆ แต่เอกสารฉบับนี้ มีตำบลที่ และลำดับเหตุการณ์โดยละเอียด ซึ่งกว่าที่เราจะได้ศึกษารายงานการลาดตระเวนฉบับนี้ก็เป็นเวลาที่ล่วงเลยมาแล้วหลายปี เนื่องจากเป็นเอกสารลับ และที่เผยแพร่ออกมาได้ ก็เพราะว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ปรับระดับชั้นความลับลงแล้ว

เรือลำที่ยิง ร.ล.สมุย นั้นคือเรือ USS Sealion (SS-315) เป็นเรือดำน้ำชั้น Balao บางครั้งก็ถูกเรียกว่า Sealion II เนื่องจากว่าใช้ชื่อ Sealion เป็นลำที่สอง ต่อจากเรือดำน้ำลำแรกชั้น Sargo หมายเลข SS-195 ในรายงานการลาดตระเวนของเรือ USS Sealion ได้บันทึกไว้ว่า การออกลาดตระเวนในครั้งนั้น เป็นการลาดตระเวนครั้งที่ ๕ ภายหลังจากที่เรือได้รับการซ่อมทำที่ Fremantle ออสเตรเลียตะวันตก ซึ่งเป็นฐานทัพเรือดำน้ำใหญ่ในภูมิภาคนี้ของสหรัฐฯ

ภารกิจเริ่มต้นในวันที่ ๑๙ ก.พ. ๒๔๘๘ เรือบรรทุกตอร์ปิโดทางท่อตอร์ปิโดภาคหัว ชนิด Mk.23 ๑๐ ลูก , Mk.14-3 A ๖ ลูก และภาคท้าย ชนิด Mk. 18-1 ๖ ลูก Mk.27 ๓ ลูก ต่อไปนี้คือ ข้อความเฉพาะช่วงที่เรือ USS Sealion โจมตี ร.ล.สมุย จากรายงานการลาดตระเวนครั้งที่ ๕ ของ เรือ USS Sealion (SS-315) หน้า ๑๐ – ๑๒

๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘ (ค.ศ.๑๙๔๕)

๐๐.๐๐ ขณะกำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ตรวจการณ์แห่งใหม่ เริ่มต้นตรวจการณ์ผิวน้ำ ระยะห่าง ๙ ไมล์จากฝั่งทางตะวันออกของคาบสมุทรมลายู ใกล้เคียงกับเกาะ Pulo Kapas I

๐๒.๓๐ ตรวจพบสัญญาณบนเรดาร์แบบ SJ เข็ม ๑๗๖ ระยะ ๑๕,๙๐๐ หลา (เป้าผิวน้ำหมายเลข #๕) ตำบลที่ L ๕๐ ๑๘.๐ N / ๑๐๓๐ ๒๓.๐ E จึงได้ทำการติดตามเป้าต่อไป

๐๓.๑๕ ผมไม่แน่ใจว่าเรือลำนี้คือเรืออะไร เป้าเป็นเรือลำเดียว ปราศจากการคุ้มกัน ถือเข็ม ๓๔๕ ความเร็ว ๘.๕ น็อต เมื่อเผชิญกับสถานการณ์อันไม่คาดคิดนี้ ผมคิดว่าเป้านี้เป็นเรือรังควาน (Q Boat) หรือเรือปราบเรือดำน้ำ (A/S vessel)

๐๓.๒๕ ประจำสถานีรบ

๐๓.๔๒ ด้วยการพล็อตและการคำนวณจากคอมพิวเตอร์ TDC (Torpedo Data Computer) ระยะประมาณ ๕,๐๐๐ หลา หัวเรือหันเข้าหาเป้า ผมยังคงไม่สามารถระบุชนิดของเป้าได้ จึงได้เซ็ทตอร์ปิโดที่ความลึก ๓ ฟุต และตัดสินใจที่ยิงตอร์ปิโดออกไป ๔ ลูก ทันทีที่เรือนั้นหันหัวเรือมา , สภาพแวดล้อมขณะนั้น ท้องฟ้ามืดมาก และคลื่นลมสงบ

๐๓.๔๕ ที่ระยะ ๓,๕๐๐ หลา ก็ยังคงเห็นเพียงแค่เงาดำของเรือ จึงไม่สามารถระบุชนิดของเรือนี้ได้ และได้ทำการตั้งค่าด้วยแบริ่งจากเครื่องส่งค่าแบริ่งของเป้า (Target Bearing Transmitter :TBT)

๐๓.๔๘-๓๗ เบาเครื่อง และเริ่มต้นยิงตอร์ปิโด ๔ ลูก จากท่อยิงหัวเรือ – gyros ๔๐ R – ๘๑/๒๐ R – track ๕๙๐ – ๖๓๐ starboard , ระยะ ๒,๐๐๐ หลา , ตอร์ปิโดวิ่ง ๑,๖๕๐ หลา ความลึก ๓ ฟิต , ลูกตอร์ปิโดทั้งหมดวิ่งได้ถูกต้อง สังเกตจากแสงสว่างจากฟอสฟอรัสที่ตอร์ปิโดสร้างขึ้น ในจังหวะนี้เป้าหมายเริ่มปรากฏให้เห็นลางๆ เป็นเรือจักรท้าย ตัวเรือเปลี้ยน้ำ คล้ายๆ กับเป็นเรือน้ำมันที่บรรทุกน้ำมันมาเต็มลำ

๐๓.๔๙ กลับลำ ให้เรือเป้าอยู่ทางท้ายเรือ , กล้องวัดขนาดเรือเป้าได้ความยาว ๔๒๕ ฟุต

๐๓.๔๙-๔๐ ตอร์ปิโดลูกแรกพุ่งชนด้านหน้าของเก๋งเรือส่วนกลางลำ และในทันทีก็เกิดระเบิดขนาดใหญ่ขึ้น ไม่มีช่วงเวลาตายระหว่างที่ตอร์ปิโดพุ่งเข้าชนกับการระเบิดเลย เปลวไฟนั้นสูงถึง ๕๐๐ ฟุตในอากาศ และทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสว่างดุจกลางวัน บัดนี้ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว ว่าเรือลำนั้นคือเรืออะไร เปลวไฟบดบังทุกสิ่งทุกอย่างด้านหน้าสะพานเดินเรือ ส่วนที่เหลือนั้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากความสว่างของแสงไฟ จากลักษณะของท้ายเรือ ที่เห็นหลังจากถูกยิง และความยาว ๔๒๕ ฟุต เรือลำนี้น่าจะเป็นเรือน้ำมันขนาดใหญ่คล้ายกับเรือ San Celemente Maru และยังสังเกตว่ามีปืนใหญ่ น่าจะเป็นปืน ๕ นิ้ว ติดตั้งอยู่บริเวณดาดฟ้าท้ายเรือ ด้วยการระเบิดในทันทีทันใด ขนาดของเปลวเพลิง และการที่ควันดำมีไม่มาก ทำให้สันนิษฐานได้ว่า เรือลำนี้น่าจะบรรทุกน้ำมันเบนซินอย่างไม่ต้องสงสัย

๐๓.๕๐ กล้องเพอริสโคปถูกยกขึ้น และกำลังพลได้รับอนุญาตให้มองเหตุการณ์ด้วยสายตาตนเอง เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นผลจากความพยายามและอดทนเฝ้ารออย่างน่าเบื่อหน่าย

๐๓.๕๑ เริ่มบรรจุตอร์ปิโดอีกครั้ง

๐๓.๕๒ เพลิงยังคงโหมกระหน่ำ แต่ท้ายเรือยกสูงขึ้นเหนือน้ำ พนักงานเรดาร์เริ่มสับสนจากจุดเล็กๆ บนจอเรดาร์ที่เริ่มใหญ่ขึ้น

๐๓.๕๔ ด้วยหัวเรือที่จมลง ท้ายเรือเริ่มตั้งตรง

๐๓.๕๕ เป้าจากหายไปจากสายตา และจอเรดาร์โดยสมบูรณ์ ที่ตำแหน่ง L ๕๐ ๒๐.๐ N / ๑๐๓๐ ๑๙.๕ E น้ำลึก ๑๘ ฟาธอม (๓๒.๙๑๘๔ เมตร)

๐๓.๕๕ ระยะในขณะที่เรือจม ๓,๕๐๐ หลา เปลวเพลิงบนผิวน้ำยังคงลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง

๐๔.๐๕ ยังคงลาดตระเวนที่ผิวน้ำ ความเร็ว ๖ น็อต ๑๕ ไมล์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเกาะ Pulo Kapas I

๐๕.๑๘ ไฟบนผิวน้ำดับลง

๐๖.๔๗ ดำน้ำเพื่อทำการดำลาดตระเวน ๑๐ ไมล์ทางตะวันออกของเกาะ Pulo Kapas I , ฉลองวันเกิด ผบ.เรือ และวัน St. Patrick

๑๒.๐๐ ตำบลที่ L ๕๐ ๑๒.๒ N / ๑๐๓๐ ๒๓.๙ E

๑๙.๔๖ ขึ้นสู่ผิวน้ำ เริ่มลาดตระเวนที่ผิวน้ำ ความเร็ว ๖ น็อต ๑๕ ไมล์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากเกาะ Pulo Kapas I

๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘

๐๖.๕๑ ดำลาดตระเวนประจำวัน ๑๒.๕ ไมล์ทางตะวันออกของเกาะ Pulo Kapas I

๑๒.๐๐ ตำบลที่ L ๕๐ ๑๒.๕ N / ๑๐๓๐ ๒๘.๐ E

๑๙.๔๗ ขึ้นสู่ผิวน้ำ ตั้งเข็มใหม่ไปยังพื้นที่ค้นหาใหม่ ตามคำสั่งของผู้บังคับหมู่เรือ

๑๒.๐๓ รายงานการจมเรือไปยังผู้บังคับหมู่เรือ

หน้า ๒๑ มีการรายงานการตรวจพบและจมเรือ ซึ่งเป็นการสรุปข้อเท็จจริง ส่วนหน้า ๒๓ – ๒๔ มีการรายงานการใช้ตอร์ปิโด เนื้อหาเหมือนกับรายงานเหตุการณ์ประจำวัน แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยของการยิงตอร์ปิโดมากกว่า ต่อจากหน้าการรายงานของเรือ มีรายงานของกองเรือดำน้ำที่ ๒๒ และรายงานของกองทัพเรือ มีรายงานการจม ร.ล. สมุย ของเรือ USS Sealion ด้วย

ที่มาภาพและเนื้อหาโดย : บันทึกไม่ประจำวันของเจ้าชายน้อย

ขอบคุณข้อมูล ศาสตร์ ดวงตาแห่งท้องทะเล

เปิดปูมเรือดำน้ำ USS Sealion ผู้ลั่นตอร์ปิโดสังหาร ร.ล.สมุยโดย : บันทึกไม่ประจำวันของเจ้าชายน้อยวันที่ ๑๗ มีนาคม…

Gepostet von ศาสตร์ ดวงตาแห่งท้องทะเล am Montag, 3. August 2015

Facebook Comments
error: Content is protected !!