‘ฝ่าเท้าแม่สยบคุณไสยดำ’ ขุนพันธ์ให้แม่เหยียบหัว กำราบอะแวซะดอ แห่งเทือกเขาบูโด

สวัสดีครับวันนี้ เรื่องเล่าชาวสยาม ขอนำทุกท่านมาศึกษาเรื่องเล่าตำนานขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตมือปราบจอมขมังเวทย์ เรามาติดตามกันได้เลย

หากกล่าวถึง ขุนพันธรักษ์ราชเดช ในตำนานบทหนึ่งของท่านที่ให้แม่เหยียบหัว สยบไสยดำ นี่เป็นเรื่องจริงของช่วงหนึ่งในชีวิต ของท่านขุนพันธ์ ที่ถือเป็นจุดที่สำคัญ อะไรคือสุดยอดของขลังที่ท่านขุนพันธ์ใช้สยบไสยดำ ของ อะแวสะดอ ตาและ ขุนโจรชาวมุสลิม ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์มนต์ดำ สิ่งที่ท่านขุนพันธ์ท่านใช้ในการแก้เคล็ด สยบไสยดำนี้ คือการให้มารดาบังเกิดเกล้าของท่านใช้เท้าขยี้ลงไปบนศีรษะของตนเองสามรอบ เพื่อเป็นศิริมงคล และเพื่อเป็นการทำลายความอาถรรพ์ในตัวมนต์ดำ

ด้วยเหตุนี้ จอมวายร้าย อย่างอะแวสะดอตาและ จึงไม่อาจสู้ท่านขุนพันธ์ได้ ไสยเวทมนต์ดำ ที่มันมีอยู่ เครื่องราง ของขลังหลายอย่าง ที่ใช้ติดตัว จึงมีอันเสื่อมสลายไป เพราะถึงแม้กระสุนปืนของท่านขุนพันธ์จะทำอะไร อะแวสะดอตาและไม่ได้ แต่มันก็หมดเรี่ยวแรง เปลี่ยนสภาพ จากเสือร้าย กลายเป็นแมว ยอมให้จับกุม ในที่สุด การให้แม่ใช้เท้าขยี้ศีรษะนี้ เพราะท่านขุนพันธ์ถือความกตัญญูเป็นสิ่งสูงสุด ฝ่าเท้าของแม่ เทียบเท่าฝ่าเท้าของพระอรหันต์หรือ พระพรหม วิชาความรู้ใดๆที่เรียนมาย่อมต่ำกว่าเสมอ

ในการถือเคล็ดแบบนี้ มีมาแต่โบราณกาล นักรบโบราณขอเศษชายผ้าถุงแม่ หรือขอชานหมากของพ่อติดตัวไป ก่อนไปออกสนามรบ ก็ล้วนเกิดปาฎิหารย์มากมาย ย้อนกลับไปช่วงเวลา ที่ท่านขุนพันธ์ ต้องปราบโจร อะแวสะดอ ตาและ ตรงกับปี พ.ศ. 2481 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่ท่านขุนพันธ์ จัดว่ามีความรู้ทางด้าน ไสยศาสตร์เต็มตัว ส่วนอะแวสะดอ ตาและ เป็นจอมโจร แห่งเทือกเขาบูโด มีความเชี่ยวชาญทางไสยศาสตร์ อย่างหาตัวจับยากทั้งๆที่เป็นชาวมุสลิม เขาสามารถรูดโซ่ตรวน สะเดาะกุญแจ แคล้วคลาด คงกระพัน ตัวเขามีของขลังติดตัวอยู่ 5 ชนิด คือ ตับเหล็ก เคราทองแดง ช้องหมูป่า ผ้าประเจียด และกริชอาคม

อะแวสะดอตาแระ มีพฤติกรรมการปล้นฆ่าที่น่ากลัวมาก เลือกปล้นเฉพาะคนไทย ฆ่าเจ้าทรัพย์ทุกราย โดยวิธีใช้กริชแทงคอ หมุนเอาหลอดลมออกมา และบางรายเขาก็จะใช้กริช ขว้านท้องดึงไส้ออกมา ซึ่งเขาจะเลือกฆ่าเฉพาะคนไทยพุทธเท่านั้น กว่าทางตำรวจจะจัดการกับเขาได้ ต้องใช้เวลาตามจับอยู่นาน

ท่านขุนพันธ์ เล่าไว้ว่าตอนที่ยิงต่อสู้กันนั้น อะแวสะดอ ตาและ แกล้งทำเป็นตาย เพราะถูกตำรวจ ล้อมไว้ แต่พอถูกจับได้ เขากลับอ้าปากคลายกระสุน ออกมาให้ดู9นัด หน้าตาเฉย เขาจึงเป็นโจรไสยศาสตร์อีกคนหนึ่งที่อาวุธของท่านขุนพันธ์ไม่สามารถ ทำอะไรได้ ว่ากันว่าอะแวสะดอตาและนี่ เวลาเกิดคุ้มคลั่งของขึ้นๆมา เขาจะให้ลูกน้องรุมยิงด้วยอาวุธปืน นาๆชนิด แต่กระสุนปืนก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้

กาลาคตญฺจ น หาเปติ อตฺถํ.
คนขยัน ย่อมไม่พร่าประโยชน์ซึ่งถึงตามกาล.

ที่น่าสังเกตุคือ แม้จะเป็นมุสลิม แต่ อะแวสะดอ ตาและ นับถือเครื่องรางของขลัง ของไทย ทุกชนิด และเขาแขวนผ้ายันต์ติดคอเขาไว้ตลอด แม้กระทั่งเวลาถูกจับกุมภายหลังถูกจับกุม เครื่องรางของขลังต่าง ๆถูกยึดไว้เป็นหลักฐานยกเว้นกริช ประจำตัวของอะแวสะดอ ตาและ ที่ท่านขุนพันธ์ ขอไว้เป็นที่ระลึก โดยให้เหตุผลว่าเป็นของมีอาคม หากตกไปอยู่กับคนอื่น อาจสร้างปัญหาขึ้นอีก ดังนั้นกริชนนั้นจึงตกเป็นของท่านขุนพันธ์ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากอะแวสะดอตาและถูกจับได้ไม่นาน เขาก็กินยาพิษฆ่าตัวตาย ในห้องขังนั้นเอง จากการปราบโจร อะแวสะดอตาและ ในครั้งนั้น ทำให้ท่านขุนพันธ์ ท่านได้รับการขนานนาม จากชาวไทย มุสลิมว่า รายอกะจิ หมายถึง มือปราบพริกขี้หนูหรืออัศวินตัวเล็ก อะไรทำนองนั้นนอกจากนี้ ท่านขุนพันธ์ ยังได้รับรางวัล จากเจ้าเมือง รัฐกลันตัน ประเทศ มาเลเซีย ส่งมีดพกเล่มหนึ่ง มาให้ ซึ่ง ท่านขุพันธ์ ถือเป็นเกียรติอย่างสูงในชีวิต ในสมัยที่ท่านรับราชการอยู่ที่เมืองพิจิตร ท่านจะพกกริชของอะแวสะดอ ตาและ ไว้ที่เอวซ้ายตลอดเวลา และพกปืนเมาเซอร์ ต่อด้ามเหล็ก ไว้ที่เอว ด้านขวา อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่ได้นำมาเล่าให้ทุกท่านเล่าสู่กันฟัง บทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติบุคคลสำคัญ คุณครูบาอาจารย์ทุกท่านผู้มีพระคุณ ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

Facebook Comments
error: Content is protected !!