โขน  เป็นศิลปะชั้นสูงที่รวมศาสตร์และศิลป์ไว้หลากหลายแขนง


โขน  เป็นศิลปะชั้นสูงที่รวมศาสตร์และศิลป์ไว้หลากหลายแขนง

หากกล่าวถึง ศิลปะ ที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง แน่นอนว่าเราคงนึกถึงโขน ซึ่งการแสดงโขนนั้นอยู่คู่กับคนไทยมานาน โดยยังไม่ปรากฏแน่ชัดคำว่า โขน  ปรากฏขั้นในสมัยใด เรามาดูกันว่าความเป็นมาของ โขน ที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ไว้ด้วยกันนั้น เป็นเช่นไร

ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  โขน เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนง  เช่น วรรณกรรม วรรณศิลป์ นาฎศิลป์ คีตศิลป์และหัตถศิลป์ โดยจะนำการละเล่นแต่ละวิธีการแต่งตัวบางชนิดมากจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ซึ่งก็จะมีท่าทางในการต่อสู้ ท่ารำ ท่าเต้น เช่น ท่าปฐมในการไหว้ครู ของกระบี่กระบอง รวมทั้งการนำศิลปะการพากษ์ หน้าพาทย์รวมถึงเพลงดนตรีบรรเลงเข้ามาประกอบเล่าเรื่องในการแสดงโขนอีกด้วย ลักษณะสำคัญในการแสดงโขน อยู่ที่ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนซึ่งเป็นเครื่องสวมครอบตั้งแต่ศีรษะจนถึงคอ เจาะรูตรงบริเวณดวงตาให้มองเห็น และจะแสดงท่าทางอารมณ์ผ่านการร่ายรำ สร้างตัวละครนั้นๆเช่น ตัวยักษ์ ตัวลิง ตัวเทวดา และอื่นๆ อีกมากมาย ตกแต่งด้วยสีต่างๆ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก บ้างก็เรียกว่าหน้าโขน

ในสมัยโบราณ เวลาแสดงโขน ตัวพระและตัวเทวดาจะต้องแต่งกายโดยการสวมหัวโขน แต่มาภายหลังหรือปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงโดยที่ไม่ต้องสวมหัวโขน ใช้ใบหน้าจริงของตัวละคร แต่งกายแบบเดียวกับในตัวละคร และตามลักษณะเครื่องแต่งกายของตัวพระและตัวยักษ์ในสมัยโบราณนั้นจะมีสองสี ก็คือ สีหนึ่งเป็นสีเสื้อ และอีกสีหนึ่งเป็นสีแขนสมมุติแทนเป็นเกราะมีลายหนุนลักษณะเป็นลายพุ่มหรือลายกระจังตาอ้อย ส่วนเครื่องแต่งกายของตัวละครที่เป็นลิงเป็นลายวงทักษิณาวรรต สมมุติเป็นขนของลิงหรือหมี  ในการเล่าเรื่องราวนั้นกล่าวคำนำเรื่องเป็นทำนองเรียกว่าพากย์อย่างหนึ่ง และเจรจาเป็นทำนองอีกอย่างหนึ่ง  โดยใช้กาพย์ยานีและกาพย์ฉบัง การใช้เสียงแทนเรียกว่าผู้พากย์หรือเจรจาเป็นต้นเสียงและมีลูกคู่ร้องบทให้  ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าประกอบการแสดง  ส่วนใหญ่จะนิยมแสดงเล่าเรื่องของรามเกียรติ์และอุณรุท และในปัจจุบันในการสืบทอดการการฝึกหัดโขน เป็นหน้าที่หลักของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และกรามศิลปากรในการจัดแสดง

เพราะฉะนั้น โขน จัดเป็นนาฎกรรมที่เป็นศิลปะเฉพาะของตนเอง จึงไม่ปรากฏแน่ชัดว่า โขน เกิดขึ้นในสมัยใด และจากการสันนิษฐาน ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า โขนเป็นคำมาจากภาษาใดอีกด้วย  ในพจนานุกรรมฉบับ พ.ศ. 2525 ความหมายของคำว่าโขน หมายถึงการละเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครรำ แต่จะเล่นเฉพาะในเรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น

ในสมัยของสมเด็จพระนารายย์มหาราช ได้เอ่ยถึงโขนลาลูแบร์ ว่า โขน นั้นเป็นการร่ายรำเข้าๆออกๆ หลายคำรบ และถืออาวุธ ตามจังหวะซอเครื่องดนตรีอย่างอื่น ผู้แสดงนั้นต้องสวมหน้ากากโขนถืออาวุธในเมือ แสดงบทหนักก็คือการสู้รบกันเป็นหลักมากกว่าจะเป็นการร่ายรำ ส่วนการแสดงส่วนใหญ่จะหนักไปในทางการโลดเต้นเผ่นกระโจน วางท่าทางตามบทละคร นานๆทีจะหยุดเจรจาออกมาสักคำสองคำ

โขน แบ่งออกเป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ

  • โขนกลางแปลง โขนกลางแปลง เป็นการละเล่นกลางแจ้ง ไม่มีการสร้างโรงแสดงใดๆ ใช้ฉากประกอบคือ ธรรมชาติภูมิประเทศเป็นฉากในการแสดงนิยมแสดงตอนยกทัพรบ ใช้เล่นในพิธีอินทราภิเษกปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการเต้นประกอบหน้าพาทย์และมีการเจรจาบ้างเล็กน้อย และไม่มีบทร้อง
  • โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว เป็นการแสดงบนโรงหรือหลังคา มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก หรือ ม่าน มีการพากย์เจรจา ไม่มีการร้อง มีปี่พาทย์บรรเลง จะใช้ปี่พาทย์บรรเลงถึง 2 วง เพราะต้องบรรเลงมาก
  • โขนหน้าจอ คือโขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมเขาขึงไว้สำหรับหนังใหญ่ เพราะการเล่นหนังใหญ่นั้น มีการเชิดหนังใหญ่อยู่ตรงกลางจอผ้าขาว ศิลปะสำคัญในการแสดงหนัง คือการพากย์การเจรจา มีปี่พาทย์ประกอบการแสดง ผู้ที่เชิดตัวหนังต้องเต้นตามลีลาและจังหวะดนตรี หลังๆต่อมาปล่อยตัวแสดงออกมาแสดงหน้าจอแทนการเชิดหนังในบางตอน มีผู้คนนิยมมากขึ้นเลยปล่อยตัวโขนออกมาแสดงหน้าจอตลอด และไม่มีการเชิดหนังอีกเลย
  • โขนโรงใน โขนที่นำศิลปะของละครเข้ามาผสม ใช้ปี่พาทย์ 2 วง ผลัดกันแสดงทีทั้งการออกท่ารำเต้น มีนำระบำฟ้อนรำมาผสมเข้ากันด้วย เป็นการปรับปรุงให้มีวิวัฒนาการมากยิ่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 ภายในราชสำนักได้มีการขัดเกลาปรับปรุงให้บทประพันธ์บทพากย์เจรจามีความไพเราะมากยิ่งขึ้น
  • โขนฉาก ผู้ที่คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขน เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5  มีวิธีการแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่จะมีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอนเป็นฉาก จัดฉากแสดงตามท้องเรื่อง จัดการตัดต่อเรื่องใหม่ไม่ให้ย้อนไปย้อนมา เพื่อสะดวกในการจัดฉาก และ กรมศิลปะ ก็ได้จัดบทเป็นชุดๆ ไว้หลายชุดเช่นเดียวกัน เช่นชุดปราบกากนาสูร ชุดมัยราพณ์สะกดทัพ ชุดนางลอย

ชุดนาคบาศ ชุดพรหมาสตร์ ชุดศึกวิรุญจำบัง ชุดทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ ชุดสีดาลุยไฟปราบบรรลัยกัลป์ ชุดหนุมานอาสา ชุดพระรามเดินดง ชุดพระรามครองเมือง

ในการแสดงโขนนั้น โดยหลักทั่วไปนิยมแสดงเรื่อง รามเกียรติ์ กรมศิลปากรเคยจัดแสดงเรื่องอุณรุฑแต่ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับเรื่องรามเกียรติ์ มีการประพันธ์ขั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และบทในสมัยรัตนโกสินทร์ นิยมแสดงมากที่สุดตามแบบฉบับสำนวนของรัชกาลที่ 2 และกรมศิลปากรก็ได้ปรับปรุงเป็นชุดเป็นตอนเพื่อแสดงโขนฉาก เดินเรื่องตามสำนวนของรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 6 ที่เคยทรงพระราชนิพนธ์บทร้องและบทพากย์ไว้ ถึง 6 ชุด คือ ชุด สีดาหาย ชุด เผาลงกา ชุด พิเภกถูกซับ  ชุด จองถนน  ชุด ประเดิมศึกลงกา   และชุดสุดท้าย คือ ชุด นาคบาศ นั่นเอง

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/35BXV3v

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เพจเรื่องเล่าชาวสยามได้นำมาเล่าสู่กันฟัง หวังว่าคงได้สาระและความบันเทิง ขอบคุณที่ติดตามกันค่ะ


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!