เสกพระด้วยธาตุสี่ “นะ มะ พะ ทะ” จนไฟพุ่งออกจากปลายจมูก หลวงปู่แก้ว เกสาโร อดีตเสือชื่อดัง แม้จะบวชยังโกนผมไม่เข้า


เมื่อครั้งหลวงปู่แก้วบวชใหม่ๆ ต้องหามีดโกนกันหลายเล่มเพราะ แม้แต่ผมยังโกนไม่เข้า ต้องทำพิธีถอนกันอยู่นานจึงโกนหัวได้ หลวงพ่อเริ่ม ปรโม วัดจุกกะเฌอ ท่านบอกว่า ไม่เคยเห็นคนอะไรเหนียวเป็นบ้าเป็นหลัง

หากกล่าวถึง หลวงปู่แก้ว เกสาโร ท่านเป็นพระภิกษุชรา อายุ ๑๐๔ ปี ไฟออกจมูกขณะเจริญธาตุ ปลุกเสกพระกริ่ง ๙ แก้ว หลวงปู่แก้ว เกสาโร พระภิกษุชราองค์นี้ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและ ศิษย์ของหลวงปู่ทิม ท่านใช้ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เจริญภาวนาตั้งแต่เริ่มเล่าเรียนวิทยาการทางไสยศาสตร์จนบังเกิดอาคมเข้มขลัง ฮึกเฮิมจนกลายเป็นเสือปล้นในที่สุด จนบั้นปลายชีวิตของท่านได้หันเข้าหาบวรพุทธศาสนาบวชตั้งแต่นั้นมา

ก่อนที่หลวงปู่ทิมจะมรณภาพนั้น ท่านสั่งให้หลวงปู่แก้ว เจริญธาตุทั้ง ๔ คือ นะ มะ พะ ทะ ตัวเดิมที่เคยทำให้เกิดฤทธิ์เกิดเดชอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้พิจารณาจนถึงแก่นแท้ คือ แม้แต่ธาตุทั้ง ๔ อันเป็นแม่ธาตุใหญ่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลก็ยังเป็นเพียงสมมุติต้องแตกดับเช่นกัน ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเที่ยงแท้แน่นอน ให้พิจารณาจนถึงขั้นธาตุทั้งหลายทั้งปวงที่ประกอบเป็นตัวเราตัวเขาแตกดับเป็นจุล แล้วก็จะหมดสุขหมดทุกข์ได้เช่นกัน เรียกว่า เจริญพระกรรมฐานธาตุ

เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๗ เวลา ๑๒.๑๙น. ได้เกิดพระกริ่งขึ้นชนิดหนึ่งถอดแบบจากพระกริ่งจีนเล็กรุ่นหนึ่งของหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เมื่อหล่อหลอมเนื้อผสมด้วยดีบุก ตามเคล็ดที่หลวงปู่แก้ว บอกว่า ดีแล้วจึงบุก ก็ต้องเอาดีบุกผสม นำไปถวายหลวงปู่แก้วเพื่อปลุกเสกบรรจุพุทธานุภาพ โดยทำพิธีบวงสรวงประกอบด้วยหัวหมู บายศรี ราชวัตร ฉัตรธง ภายในกุฏิของหลวงปู่แก้ว ในการประกอบพิธีกรรมครั้งนี้ได้มีการบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้ด้วย มีการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพชนิดดียี่ห้อนิคคอน เอฟเอ็ม ๒ ภาพที่ถ่ายทุกภาพใช้แฟลทไลท์ช่วยเพราะในห้องหลวงปู่แก้วค่อนข้างมืด และก็เป็นการมหัศจรรย์ มีภาพๆหนึ่งที่ถ่ายในพิธีการครั้งนี้ เกิดความแปลกประหลาด จนยากจะหาเหตุผลธรรมดามาพิสูจน์ได้ คือ มีภาพหลวงปู่แก้วอยู่ภาพหนึ่ง ปรากฏมีแสงไฟพุ่งออกจากจมูกของหลวงปู่แก้วเป็นช่อดวงไฟ ช่อมีความสว่างกว่าแสงเปลวเทียนที่จุดประกอบพิธีหลายเท่า

เมื่อปรากฏภาพนี้เกิดขึ้น พิจารณาจากฟิล์มต้นฉบับพร้อมทบทวนเหตุการณ์ปรากฏว่า แม้แต่ในฟิล์มเองก็มีลำแสงไฟนี้ด้วย และพยายามพิสูจน์กันหลายๆสิบตาจนในที่สุดต่างก็ยอมรับว่าภาพนี้ไม่มีการตบแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด เกิดเองตามธรรมชาติ ชนิดนอกเหตุเหนือผล เพราะแสดงไฟที่ปรากฏขึ้นทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยตาเปล่าหรือตาเนื้อเลยในขณะประกอบพิธีและถ่ายภาพ เมื่อปรากฏภาพนี้ขึ้นได้แล้ว เมื่อวันไปรับพระกริ่ง ๙ แก้ว เกสาโรชุดนี้กลับเมื่อ พฤหัสบดีที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๗ รวมเวลาที่หลวงปู่แก้วปลุกเสกพระกริ่ง ๙ แก้ว เกสาโรทุกคืนแล้ว เป็นเวลานานถึง ๕๖ คืน เท่ากับกำลัง ๕๖ ของพระพุทธคุณ

การสร้างพระกริ่ง ๙ แก้ว เกสาโร เป็นพระกริ่งกฤตยาคมแฝด เมื่อหลวงปู่แก้วปลุกเสกเสร็จแล้วก็จะนำไปให้หลวงพ่อเริ่ม ปรโม ปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกองค์หนึ่งในภาคตะวันออกปลุกเสกอีกองค์หนึ่ง แต่เมื่อนำหีบใส่พระกริ่งทั้งหมดไปให้หลวงพ่อเริ่มๆ ท่านเห็นแล้วบอกว่าไม่ต้องปลุกเสกอีกแล้ว หลวงปู่แก้วท่านทำไว้ดีแล้ว สุดยอดแล้ว แต่เพื่อให้สมกับชื่อที่ตั้งไว้ว่าเป็นพระกริ่งกฤตยาคมแฝด ระหว่างหลวงเก่งแต่ไม่ดัง(คือหลวงปู่แก้ว) และหลวงพ่อทั้งดังทั้งเก่ง(คือหลวงพ่อเริ่ม) หลวงพ่อเริ่มท่านจึงอัญเชิญครูบาอาจารย์ สวดสรรเสริญพุทธคุณให้ดังๆจบหนึ่ง

ท่านบอกว่าหลวงปู่แก้วทำไว้ดีสุดยอดแล้ว เมื่อวันไปรับพระกริ่งชุดนี้จากหลวงปู่แก้ว ก็ได้นำภาพ ๔ สีซึ่งเป็นภาพที่ปรากฏไฟออกทางจมูกให้ท่านดูด้วย ปกติหลวงปู่แก้วท่านตามืดสนิทมองภาพอะไรต่อมิอะไรด้วยตาเนื้อไม่เห็นแล้ว แต่ผมก็ยกภาพวางไว้ต่อหน้าท่าน ท่านมีอาการสงบนิ่งเงียบมาก สักครู่ก็พูดออกมาว่า แปลกดีเป็นเรื่องที่เกิดเหนือเหตุเหนือผลเวลาที่นี่ (นี่คือสรรพนามที่ท่านเรียกตัวท่านเอง) ปลุกเสกก็เริ่มจากธาตุทั้ง ๔ เต็มที่แล้วก็เรียกอาการ ๓๒ ให้บังเกิดเป็นภาพนิมิตเป็นกายสิทธิ์ เพื่อประกอบเป็นองค์พระขึ้นมา เพื่อให้มีชีวิตจิตใจจะเรียกว่าเป็นการปลุกให้บังเกิดเทพขึ้นมารักษาหรือประจำพระกริ่งชุดนี้ก็ได้

หลวงปู่แก้วท่านกล่าวให้ฟังอย่างนี้ เมื่อถามท่านอีกว่า แล้วภาพไฟที่พุ่งออกจากจมูกท่านเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านบอกว่าเวลา เจริญธาตุทั้ง ๔ นะ มะ พะ ทะ หรือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เต็มที่นั้น ถ้าใครได้ตาใน(คงจะหมายถึงตาทิพย์) ก็จะเห็นแสงไฟคลุมพระเครื่องนั้นทั้งหมด กล้องถ่ายรูปมันก็เป็นตาวิเศษเลยจับภาพนั้นได้ นับเป็นการประหลาดที่ยากจะอธิบายด้วยเหตุผลธรรมดาๆได้ นอกจากนั้นยังได้เรียนถามหลวงปู่แก้วถึงการปลุกเสกพระกริ่ง ๙ แก้ว เกสาโร นี้ต่อไปอีกว่า นอกจากเจริญธาตุ เรียกอาการ๓๒ แล้ว หลวงปู่ปลุกเสกอย่างไรอีก ท่านบอกว่า ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดบรรจุเข้าไปด้วย แล้วสวดบรรจุด้วยอำนาจพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ทุกบทที่ใช้อยู่สวดอยู่ รวมทั้งชินบัญชรคาถาที่กล่าวอัญเชิญอานุภาพของพระอรหันต์มาบรรจุลงด้วย เสร็จแล้วก็สวดบรรจุด้วยยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏกทุกคืน ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏกนี้สำคัญมากกล่าวถึงพุทธานุภาพทุกอย่างตั้งแต่ โสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล ไปจนถึง อรหันต์มรรค อรหันต์ผล

สุดท้ายหลวงปู่แก้วท่านบอกว่า ท่านเข้าสทาคามีผลเสก ซึ่งทำให้คิดได้ว่า หลวงปู่แก้วอย่างน้อยท่านคงบรรลุคุณธรรมขั้นสทาคามีผลแน่ ท่านจึงเอาคุณธรรมที่ท่านบรรลุบรรจุเข้าไว้ในพระกริ่งชุดนี้ด้วย เพราะท่านเคยบอกว่า ท่านพิจารณาธาตุทั้ง ๔ ตามที่คุณพ่อสอน (หมายถึงหลวงปู่ทิม หลวงปู่แก้วแม้จะอายุอ่อนกว่าหลวงปู่ทิมเพียง ๒ ปีและเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ท่านเรียกหลวงปู่ทิม ว่าท่านพ่อหรือคุณพ่อ ด้วยความเคารพทุกคำ) จนดับสุขดับทุกข์หมดแล้วจิตมันเฉยๆ แม้ตาท่านจะมองไม่เห็น ก็ไม่เป็นทุกข์เวลาจะเบา (ปัสสาวะ) แม้จะเจ็บปวดทรมานมาหลายปีก็ไม่เป็นทุกข์ จิตมันเฉยๆ ท่านบอกว่าท่านนึกถึงทางนิพพานทุกลมหายใจเข้าออกไม่เคยลืม

นอกจากนั้น ท่านยังเก่งในเรื่องอาถรรพณ์วิเศษ หลวงปู่แก้วท่านได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่เคียง วัดไผ่ล้อม โดยต้องทำพิธีพลีดิน พร้อมกับผงอังคารกลางดวงใจ ของคนตายวันเสาร์ เผาวันอังคาร ๙ ศพ เมื่อได้ผงดินและเถ้าอังคารกลางดวงใจแล้วท่านต้องนำมาผสมกับว่าน ๑๐๘ พร้อมกับทำพิธีปลุกเสกจนสำเร็จ อธิษฐานได้ดังใจนึก ผงชนิดนี้ทำยากมาก ถ้าไม่มีวิชาแกร่งกล้าพอ คนทำจะถูกกระทำแทน ผงอาถรรพณ์นี้เมื่อหลวงปู่แก้วทำสำเร็จแล้ว ท่านจะเก็บไว้อย่างดี ผงอาถรรพณ์วิเศษนี้ เด่นทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรีเป็น ๑ ที่ไม่รองใคร

ขอบคุณข้อมูลจาก baanjompra.com

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เพจเรื่องเล่าชาวสยามได้นำมาเล่าต่อของตำนาน บทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติบุคคลคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านผู้มีพระคุณ ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!