คุณแม่บุญเรือนเข้านิโรธสมาบัติครั้งสุดท้ายที่พระแท่นดงรัง


สวัสดีจ้าวันนี้เพจ เรื่องเล่าชาวสยาม จะพาทุกคนมาศึกษาเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ตำนาน อภินิหารพระเกจิ ความลี้ลับ ไสยศาสตร์ เพราะในประเทศไทยของเรานั้น ต่างก็มีจุดเด่นทางความเชื่อและมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแหล่งรวมประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก วันนี้เราขอมานำเสนอเรื่องเล่าคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม มาให้อ่านเพื่อศึกษากัน ติดตามรับชมกันได้เลย

หากกล่าวถึง พระแท่นดงรัง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เข้านิโรธสมาบัติ ครั้งสุดท้าย (เป็นการเข้านิโรธครั้งนี้พิเศษศักดิ์สิทธิ์แลอัศจรรย์ยิ่ง) ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ คุณแม่บุญเรือนกับคณะศิษย์ได้เดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรังที่ จ. กาญจนบุรี เมื่อคณะเดืนทางถึงพระแท่นดงรัง แม้จะถึงเป็นเวลาค่อนข้างดึกอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังมีผู้คนพลุกพล่านมากพอดู

คุณแม่บุญเรือน
คุณแม่บุญเรือน

เนื่องด้วยกำลังอยู่ในช่วงเทศกาลนมัสการพระแท่นดงรัง อยู่พอดี มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาร่วมงานนมัสการ กันอย่างคับคั่ง มีทั้งที่มาจากตัวเมืองกาญจนบุรีเอง หรือจังหวัดอื่นๆ ทั้งใกล้และไกล ซึ่งประเพณีนี้ ได้มีติดต่อสืบเนื่องกันมานานเป็นร้อยๆปีแล้ว พอไปถึงวัดพระแท่นดงรัง คุณแม่บุญเรือนก็นำคณะศิษยานุศิษย์เข้าไปภายในวิหารพระแท่น ซึ่งมีหินแท่งทึบหน้าลาด รูปพรรณสัณฐานคล้ายกับแท่น หรือที่นอน

ที่นี้บรรดาชาวบ้านชาวเมือง ต่างเชื่อว่านี้แลคือสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งนับเป็นศูนย์กลางหรือหัวใจหลัก ของปูชนียสถานแห่งนี้ และภายในพระวิหารนี้เองยังมี “รอยพระพุทธบาทไม้แกะ” สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ซึ่งปูลาดและห่อหุ้มขอบข้างด้วย “ชินตะกั่วโบราณ” อายุนับได้กว่า ๑๕๐-๒๐๐ ปีประดิษฐานอยู่เคียงข้างกับ “พระแท่น” ด้วย อันเป็นที่มาแห่ง “ชินตะกั่วเก่า” ที่ทางวัดได้นำมาจัดสร้าง “พระนางพญาเนื้อชินตะกั่วโบราณ” นั่นเอง

เมื่อเข้าไปนั่งเป็นที่เรียบร้อยกันเป็นอย่างดีแล้ว คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ก็จุดธูปเทียนถวายเป็นพุทธบูชา แล้วท่านกับคณะ ไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ค่ำอีกครั้ง หลังจากที่ได้สวดกันมาก่อนแล้วครั้งนึงบน รถระหว่างเดินทางมา

“อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา..ฯลฯ…”

กระแสเสียงของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม อันกังวานชัดเจน ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งวิหารพระแท่นดงรังขานรับด้วย สรรพสำเนียงสวดของเหล่าสานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่มานมัสการพระแท่นดงรังและถือโอกาสมาร่วมทำวัตรค่ำกับคณะ “สามัคคีวิสุทธิ” ด้วย

ในคืนค่ำดึกสงัดของวันเพ็ญมาฆมาสกล่าวกันว่า เสียงที่เจริญพระพุทธมนต์ในคราวนั้น ดูจะดังหนักแน่นและกึกก้องกังวานเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าวันเวลาในครั้งไหนๆ ที่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น การทำวัตรสวดมนต์ในวิหารพระแท่นดงรังในยามนั้น เล่ากันว่า ออกจะมีรสชาติสนุกสนานเบิกบานในธรรมเป็นพิเศษ ไม่มีการสวดมนต์ครั้งใดจะเสมอเหมือนเลยทีเดียว

และเมื่อเสร็จจากการทำวัตรสวดมนต์ ณ วิหารพระแท่นดงรังในคืนนั้นแล้ว คุณแม่บุญเรือนก็นำคณะศิษย์ตรงไปยังเขาถวายพระเพลิง ซึ่งอยู่ห่างจากวิหารพระแท่นดงรังไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลนัก มีบุคคลภายนอกติดตามไปด้วยเป็นจำนวนมากพอดู

เข้านิโรธสมาบัติที่เชิงเขาถวายพระเพลิง

“เขาถวายพระเพลิง” สถานที่นี้ เป็นจุดที่สำคัญยิ่งอีกแห่งหนึ่งของวัดพระแท่นดงรัง มีลักษณะเป็นเนินเขาย่อมๆ สูงประมาณ ๕๕ เมตร บนยอดเนินนี้มีมณฑปทรง ๑๒ เหลี่ยม ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง

กล่าวกันว่า มณฑปนี้ สร้างครอบเชิงตะกอนที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระคราวเสด็จดับขันธปรินิพพาน และ ณ เชิงเขาถวายพระเพลิงนี่เอง คุณแม่บุญเรือนได้กระทำพิธี “เข้านิโรธสมาบัติ” อยู่เป็นเวลา ๑๕ นาที อันเป็นการเข้า “นิโรธสมาบัติแบบพิเศษ” ที่ไม่ซ้ำแบบหรือเหมือนกับท่านผู้ใดทั้งสิ้น (ที่ปกติจะเข้ากัน ๗ วัน)

เชื่อกันว่า การเข้านิโรธสมาบัติของคุณแม่บุญเรือนนี้ เป็นปฏิปทา หรือแนวทางในการช่วยเหลือศิษยานุศิษย์ของท่านโดยเมื่อคุณแม่บุญเรือน คิดจะ “อนุเคราะห์” ช่วยเหลือเขาเหล่านั้นเป็นพิเศษเมื่อใด ในโอกาสที่ได้ไปประกอบพิธีกรรมทางสถานที่สำคัญต่างๆ คุณแม่บุญเรือนก็จะมีการเข้านิโรธสมาบัติ ณ ที่นั้นตามสมควร

พระแท่นดงรัง

ซึ่งตามที่มีการเล่าขานมา การเข้านิโรธสมาบัติของคุณแม่บุญเรือน จะมีทั้งหมดเพียง ๔ ครั้งเท่านั้น โดยมีการเข้านิโรธฯ ที่วัดพระแท่นดงรังเมื่อคืนวันเพ็ญ เดือน ๔ ปีพ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นครั้งสุดท้ายที่สุดดังกล่าวไว้แม้คุณแม่บุญเรือน จะไปเข้านิโรธสมาบัติที่เชิงเขาถวายพระเพลิง ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากวิหารพระแท่นดงรังหลายสิบเมตรอยู่ แต่เพราะเหตุที่ “อำนาจจิต” ย่อมไม่อาจมีสิ่งใดกีดกั้น

สมดังที่หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลีเคยกล่าวเอาไว้ว่า “แม้ภูเขาหนานับเป็นแสนโยชน์ ( ๑,๖๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร) ก็กั้นพลังจิตไว้ไม่ได้” ประกอบกับที่วัดพระแท่นดงรัง จ.กาญจนบุรี แห่งนี้เป็นสถานที่ที่คุณแม่บุญเรือนได้เลือก ที่จะเข้า “นิโรธสมาบัติ” เพื่อช่วยเหลือลูกๆ หลานๆ ของท่านให้สำเร็จประโยชน์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยตัวของท่านเอง

อานุภาพของพลังแห่งนิโรธสมาบัติ

พลังงานแห่งจิตพระอริยเจ้าของคุณแม่บุญเรือน ขณะทรงอยู่ใน “สัญญาเวทยิทนิโรธ” หรือ “นิโรธสมาบัติ” ที่ทรงพลานุภาพอย่างมหาศาล ไม่มีสิ่งใดจะปิดกั้นต้านทาน จึงแผ่ซ่านครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในเขตวัดพระแท่นดงรังไว้ทั้งสิ้น

เรื่องนี้ แม้หลวงพ่อกัสสปมุนี วัดปิปผลิวนาราม อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พระอริยเจ้าชั้นสูงที่เคยเข้านิโรธสมาบัติมาหลายครั้งก็กล่าวรับรองว่า “พลังแห่งนิโรธสมาบัติ” นั้น จะครอบคลุมไปทั้งภูเขาท่านเลยทีเดียว ทุกคนทุกสรรพสิ่ง ก็ย่อมพลอยได้รับอานิสงส์ของพลังแห่ง “นิโรธสมาบัติ” ของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมในค่ำคืนวันนั้นไปทั้งสิ้นอย่างไม่มีใดต้องสงสัย ดังที่ได้ปรากฏเหตุแห่ง “ปาฏิหาริย์” ยืนยันการดังกล่าวกับตัวของ “ศิษย์” ของคุณแม่บุญเรือนท่านหนึ่ง

ซึ่งแม้จะนั่งอยู่ห่างๆ แต่เมื่อโดนอัดด้วยกระแส พลังนิโรธสมาบัติของคุณแม่บุญเรือนเข้าอย่างจัง ทำให้ “ศิษย์” คนนั้น ถึงกับได้ “ตาทิพย์” มองเห็นสิ่งอันพ้นวิสัยมนุษย์สามัญจะพึงเห็นได้ขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน

ในวันที่คุณแม่บุญเรือนเข้านิโรธสมาบัติครั้งสุดท้าย ที่วัดพระแท่นดงรัง จ.กาญจนบุรีนั้นเอง ก็ได้ปรากฏเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดกับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะ “สามัคคีวิสุทธิ” ที่ติดตามคุณแม่บุญเรือนไปยังวัดพระแท่นดงรังในคราวเดียวกันนั้นนั่นเอง ซึ่งมีชื่อว่า “นายผัน” ชาวตำบลย่านยาว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี (ถึงแก่กรรมไปหลายปีแล้ว) นายผันผู้นี้ มีอาชีพเป็นแพทย์ประจำตำบล ผู้คนจึงนิยมเรียกกันจนติดปากว่า “หมอผัน”

“หมอผัน” หรือนายผันได้เล่าให้บรรดาพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เดินทางไปด้วยกันฟังว่า ขณะที่คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติมกำลังเข้านิโรธสมาบัติอยู่นั่นเอง ตัวเขาก็ได้นั่งสมาธิในจุดที่ไม่ห่างไกลไปพร้อมกันด้วยฉับพลันนั้นเองโดยไม่คาดฝันมาก่อน ก็ได้ มีลำแสงชนิดหนึ่ง พุ่งออกมาจากร่างของคุณแม่บุญเรือนตรงมายังตัวของหมอผันที่กำลังนั่งสมาธิ อยู่นั้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงปานสายฟ้าฟาด

พระแท่นดงรัง
พระแท่นดงรัง

และพอลำแสงแห่งนิโรธสมาบัติของคุณแม่บุญเรือนมากระทบตัวกับหมอผันเพียงเท่านั้น ก็เกิดแสงสว่างโชติช่วงชัชวาลในตัวของเขาในบัดดลนั้นเอง ในทันใด หมอผันก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆที่เร้นลับ นอกเหนือสายตาปกติของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปจะเห็นได้

“หมอผัน” จึงกลายเป็นคนได้ “ตาทิพย์” ขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน ด้วยอำนาจ “นิโรธสมาบัติ” ของคุณแม่บุญเรือนในบัดเดี๋ยวนั้นเอง

( กราบคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ด้วยเศียรเกล้า )

ข้อมูลและภาพจาก โลกทิพย์ / ที่มา​โดย ศักดิ์สิทธิ์

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เพจเรื่องเล่าชาวสยามได้นำมาเล่าต่อของตำนานคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม บทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติบุคคลคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านผู้มีพระคุณ ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!