หลวงปู่ภู ทำน้ำมนต์ช่วยคนจาก “ป่วง” พระพม่าปราบวัวปริศนา


สวัสดีจ้าวันนี้ เรื่องเล่าชาวสยาม จะพาทุกคนมาศึกษาเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ตำนาน อภินิหารพระเกจิ ความลี้ลับ ไสยศาสตร์ เพราะในประเทศไทยของเรานั้น ต่างก็มีจุดเด่นทางความเชื่อและมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแหล่งรวมประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก วันนี้เราขอมานำเสนอเรื่องเล่าหลวงปู่ภู วัดอินทร์ มาให้อ่านเพื่อศึกษากัน ติดตามรับชมกันได้เลย

หากกล่าวถึง หลวงปู่ภู วัดอินทร์ ศิษย์ของหลวงปู่ภูเคยเล่าให้ฟังว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านกับหลวงปู่ใหญ่ได้ธุดงค์ไปในป่าสูงใกล้เขตแดนพม่า เดินตั้งแต่เช้าจนกระทั่งบ่าย ๓ โมงเย็นเป็นเวลาที่แดดเริ่มอ่อน จึงได้ปักกลดลงเพื่อพักผ่อนบนเชิงเขาสูงประมาณยอดไม้ใหญ่ ๆ ได้

พระสมเด็จ 3 ชั้น หลวงปู่ภู วัดอินทรฯ

ขณะที่ท่านทั้งสองกำลังจะเข้าที่พักผ่อนนั้น ได้เหลือบเห็นพระพม่าเดินแบกกลดมาใกล้ ๆ กับที่ท่านปักกลดอยู่ โดยเดินทางมุ่งหน้าเข้ามาในเขตของประเทศไทย ในขณะที่พระพม่ากำลังมุ่งหน้าเดินอยู่นั้น หลวงปู่ได้ยินเสียงดังมาแต่ไกลและใกล้เข้ามาทุกที เห็นวัวแดงตัวขนาดใหญ่กำลังวิ่งจะเข้าชนพระพม่าองค์นั้น แต่พระพม่าองค์นั้นไม่ได้แสดงอาการเกรงกลัวแต่ประการใด

เมื่อวัวแดงวิ่งเข้ามาใกล้ท่านก็หยุด เอากลดปักดินนิ่งสงบอยู่ วัวแดงวิ่งเข้ามาใกล้ประมาณ ๓ วา ก็หยุดนิ่งเอาเท้าหลังตะกุยดินจนฝุ่นฟุ้ง แต่ก็ไม่เข้าทำร้ายพระพม่าองค์นั้น ยืนนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง ก็หันหลังวิ่งเข้าป่าไป เมื่อวัวแดงวิ่งเข้าป่าไปแล้ว พระพม่าก็ถอนกลด แล้วมุ่งหน้าจะเดินทางต่อไป พอพระพม่าออกเดิน วัวแดงตัวเดิมก็วิ่งเข้ามาจะชนอีก พระพม่าองค์นั้นก็ทำอาการอย่างครั้งแรก และวัวแดงตัวนั้นก็วิ่งเข้าป่าไปอีก ทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง ครั้งหลังสุดไม่กลับมาให้เห็นอีกเลย หลวงปู่ใหญ่และหลวงปู่จึงได้เข้าไปทักทายและได้ปักกลดรวมกลุ่มกัน ท่านเล่าว่า “กูกับหลวงพี่และพระพม่าองค์นั้นก็ได้พักแรมร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างแตกฉาน เขาเก่งเขาดีเหมือนกันนะมึงนะ กูว่า”

เมื่อปีระกา พ.ศ.๒๔๑๖ ได้เกิดอหิวาตก์ระบาด ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเรียกว่า “ป่วง” หรือ “ห่า” การระบาดของอหิวาตกโรคในปีนั้น ได้มีคำพูดติดปากกันต่อมาเมื่อจะกล่าวอ้างถึงปีดังกล่าว คือพูดกันว่า “ปีระกาห่าใหญ่” คือถ้าจะพูดหรือกล่าวอ้างถึงคนที่เสียชีวิตในปีนั้น ก็จะพูดว่าเสียชีวิตเมื่อ “ปีระกาห่าใหญ่”สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงบันทึกลงไว้ในจดหมายเหตุบัญชีน้ำฝน(เล่ม ๓) ว่า “ระกาความไข้ คนตายนับได้ เกือบใกล้สี่พัน เบาน้อยกว่าเก่า หกเท่าลดกัน มะโรงก่อนนั้น แสนหนึ่งบัญชี เขาจดเอาไว้ มากกว่าครั้งนี้ หกเท่าเป็นไปฯ”(เดือน ๘ ข้างขึ้น)

  • …..เกิดไข้ในวัดม้วย……วันละคน
    ตั้งแต่สองค่ำดล…………หกเว้น
    ศิษย์พระวอดวายชนม์…ถึงสี่ เทียวนา
    บางพวกไกลโรคเร้น…..ที่ตั้งยังเหลือฯ.
  • .
    …..จนเสร็จเผด็จสิ้น…..ปีระกา
    โรคป่วงเกิดมีมา………..ทั่วด้าน
    น้ำน้อยไม่เข้านา………..เสียมาก เทียวแฮ
    ในทุ่งรวงข้าวม้าน………ใคล่กล้านาเสียฯ

ในขณะเกิดป่วง หรือห่า หรืออหิวาตกโรคระบาดนั้น คนล้มตายลงเป็นอันมาก หลวงปู่เล่าว่าขณะนั้นท่านยังจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศฯ ในสมัยนั้นที่วัดสระเกศฯยังใช้วิธีการเชือดเนื้อศพให้แร้งกินแทนการเผาหรือฝัง โดยสัปเหร่อจะนำศพมากองไว้ แล้วเชือดให้แร้งซึ่งเกาะคอยอยู่บนต้นไม้ บางตัวกล้าหน่อยก็ลงมาที่ลานกองศพแล้วจิกกินเนื้อที่เชือด หากไม่ทันใจก็เข้ารุมจิกทึ้งศพนั้น หลวงปู่เล่าว่าในยามดึกสงัดทุก ๆ คืน ท่านจะถือเทียนจุดเข้าไปในป่าช้าเพื่อเดินจงกรม ท่านเดินจงกรมอยู่รอบ ๆ ป่าช้า เพราะเป็นที่สงัดและปลอดผู้คน เหมาะที่จะบำเพ็ญเพียรสมณธรรม

อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส สทฺธมฺมํ อวิชานโต ปริปฺลวปสาทสฺส ปญฺญา น ปริปูรติ : เมื่อมีจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรม มีความเลื่อมใสเลื่อนลอย ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์.

หลวงปู่ภู พิมพ์แซยิดแขนหักศอก

คืนหนึ่งเป็นเวลาดึกสงัด ท่านได้ออกเดินจงกรมตามปกติอันเป็นกิจวัตรที่ท่านปฏิบัติอยู่โดยสม่ำเสมอ ปรากฏว่าในตอนกลางวันของวันนั้น มีคนไม่สบายเป็นอหิวากันมาก สัปเหร่อได้นำร่างของผู้ที่เชื่อว่าตายแล้ว มากองสุม ๆ กันไว้ในโกดังและกองไว้ในที่อื่นเรี่ยรายไปหมด เพราะจัดให้เรียงเข้าที่ไม่ทัน เมื่อท่านเดินจงกรมมาถึงโกดังเก็บศพ จึงเดินเข้าไปดู เอาเทียนส่องดูตามร่างต่าง ๆ บางรายที่ท่านสงสัย ท่านก็เปิดก้นร่างดู หากร่างใดทวารยังไม่เปิด ท่านก็ลากร่างนั้นมาเรียงกันไว้ หากร่างใดทวารเปิดเท่านิ้วก้อย ท่านก็ปล่อยร่างไว้ตามเดิมฯ

ปรากฏว่าได้ร่างที่ทวารยังปิดอยู่ ๖ ร่าง ท่านจึงทำน้ำมนต์ที่หน้าโกดังนั้น แล้วเอาน้ำมนต์ที่ท่านได้ทำขึ้น หยอดเข้าไปในปากของคนทั้ง ๖ นั่งคอยดูอาการอยู่จนตีห้า ปรากฏว่าร่างทั้ง ๖ ค่อย ๆ ฟื้นขึ้น เมื่อท่านเห็นว่าร่างทั้ง ๖ ค่อย ๆ มีสติฟื้นขึ้นแล้ว ท่านก็ไปสั่งเด็กให้ต้มข้าวต้ม โดยให้นำข้าวสารมาให้ท่านเสกเสียก่อน เมื่อได้ข้าวต้มแล้ว ท่านก็นำมาหยอดให้รับประทานจนคนทั้ง ๖ หายป่วย

ขอบคุณข้อมูลจากคุณ คุณเฉลียว จันทรทรัพย์

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เพจเรื่องเล่าชาวสยามได้นำมาเล่าต่อของตำนานหลวงปู่ภู วัดอินทร์ บทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติบุคคลคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านผู้มีพระคุณ ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!