“นะอุตตะรัง” ตำนานที่ยังมีลมหายใจ เขี้ยวเล็บมังกรแห่งตรอกบางลำพู กรมหลวงชุมพรฯเคยฝากตัวเป็นศิษย์สักมังกรพันรำที่แขน(พระพาหุ)ทั้งสองข้าง


สวัสดีจ้าวันนี้ เรื่องเล่าชาวสยาม จะพาทุกคนมาศึกษาเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ตำนาน อภินิหารพระเกจิ ความลี้ลับ ไสยศาสตร์ เพราะในประเทศไทยของเรานั้น ต่างก็มีจุดเด่นทางความเชื่อและมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแหล่งรวมประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก วันนี้เราขอมานำเสนอเรื่องเล่าสำนักสักยันต์นะอุตตะรัง มาให้อ่านเพื่อศึกษากัน ติดตามรับชมกันได้เลย

หากกล่าวถึง สำนักสักยันต์นะอุตตะรัง บรมครูปู่แสง ชัยสรคือบรมครูต้นกำเนิดแห่งการสักยันต์สายนะอุตตะรัง ครูปู่แสง ชัยสรท่านเป็นฆารวาสสักยันต์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 4 – 5  เดิมทีปู่แสงท่านอาศัยอยู่ในย่านสามเสน ต่อมาท่านได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่ตรอกไก่แจ้ ย่านบางลำภู สัญลักษณ์ของบรมครูปู่แสงที่สักให้กับศิษย์เป็นตัวอักษรย่อ ส.เสือ สองตัว ซึ่งย่อมาจากคำว่า “ แสง สามเสน ” ไว้ที่บริเวณต้นคอของศิษย์ทุกคน ภายหลังจากที่ท่านย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ที่ตรอกไก่แจ้ ท่านได้ทำการเปลี่ยนเป็นจากตัว ส.เสือ สองตัวเหลือเพียงแค่ตัวเดียว ซึ่งย่อมาจาก “ แสง ”  อีกทั้งท่านยังเป็นอาจารย์สักยันต์ของกรมหลวงชุมพรฯ พระองค์ได้รับการสักมังกรพันรำ ไว้ที่บริเวณพระพาหุ(แขน)ทั้งสองข้างของพระองค์ ท่านได้ถ่ายทอดคาถาอาคมสรรพวิชาแขนงต่างๆทั้งหมดสืบทอดให้แก่ท่า อาจารย์ปลั่ง ศรีศักดา ซึ่งท่านอาจารย์ปลั่งได้คอยปรณนิบัติดูแลรับใช้ปู่แสงเป็นอย่างดีเรื่อยมา

ครูปู่แสง ชัยสร

อาจารย์ปลั่ง ศรีศักดา ครูสักยันต์รุ่นที่สอง พื้นเพเป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเป็นอาจารย์สักอยู่ที่สุพรรณบุรี ซึ่งชาวบ้านในสมัยนั้นเรียกว่า อาจารย์ นนท์ เรืองาม เหตุเพราะเรือที่ท่านใช้นั้นสวยงามมาก เนื่องจากท่านอาจารย์ปลั่งได้เขียนอักขระเลขยันต์ต่างๆไว้ตลอดทั้งลำเรืออย่างวิจิตรงดงาม

ครั้นเมื่ออาจารย์ปลั่งเดินทางเข้าสู่พระนครเพื่อรับราชการทหารในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านได้มีโอกาสร่วมก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม และในช่วงนี้เองที่อาจารย์ปลั่งท่านได้มาพบกับท่านอาจารย์แสง ชัยสร (สามเสน) บรมครูผู้เป็นต้นกำเนิดสายนะอุตตะรัง ด้วยความศรัทธาจึงขอรับการสักยันต์จากท่านอาจารย์แสง และได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์เพื่อเล่าเรียนวิชาการสักยันต์เพิ่มเติมจากวิชาความรู้ที่มีอยู่เดิม

มังกรแห่งบางลำพู

ท่านได้สักนะอุตตะรังที่คอมาตลอดและได้นำมาเป็นสัญลักษณ์ในการสักเรื่อยมาจนถึงในช่วงสมัยสงครามโลกมหาเอเซียบูรพาปี พ.ศ. 2485 ในช่วงเวลานั้นได้มีการทิ้งระเบิดลงจากเครื่องบินรบทางป้อมพระสุเมรุถนนพระอาทิตย์ บริเวณใกล้เคียงกับบ้านของอาจารย์ปลั่ง ซึ่งชาวบ้านทุกหลังคาเรือนต่างหลบหนีจากภัยสงครามอยู่ก่อนแล้ว แต่อาจารย์ปลั่งท่านไม่ได้หลบหนีไปไหน ท่านได้สวดมนต์ภาวนาอยู่ในบ้าน เมื่อท่านได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยว่าเครื่องบินกำลังจะทิ้งระเบิดจากหอสัญญาณที่ภูเขาทอง ในขณะที่เครื่องบินรบกำลังทิ้งระเบิดอยู่นั้นเอง อาจารย์ปลั่งท่านได้ออกมาโบกธงแดง

ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ของผู้คนเป็นอย่างมากเป็นอย่างมากที่ระเบิดทุกลูกที่ตกลงมานั้นไม่เกิดการระเบิดขึ้นทั้งหมด ทำให้ผู้คนต่างเชื่อมั่นว่าเป็นเพราะอานุภาพแห่งพุทธคุณของยันต์ธงที่อาจารย์ปลั่งได้ออกไปโบกสะบัดพัด ด้วยเหตุนี้หลังสิ้นสุดสงคราม จากคำบอกเล่าของท่านอาจารย์สมใจ ศรีศักดา บุตรชายของท่านอาจารย์ปลั่ง ท่านได้เล่าให้ฟังว่าในยันต์ธงนั้นมีการลงเลขยันต์อักขระ อันได้แก่ ยันต์พุทธนิมิต และยันต์อิติปิโสแปดทิศล้อมด้วยเกราะเพชร ที่อาจารย์ปลั่งเป็นผู้เขียนไว้ แม้แต่พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ท่านก็ยังเคยสักให้

อตฺตา หิ อติตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ : ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก

ครูสมใจ ศรีศักดา กำลังมอบเข็มสักยันต์

ครูสมใจ ศรีศักดา ครูสักยันต์รุ่นที่สาม ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. 2480 เป็นชาวกทม.โดยแต่กำเนิด อยู่แถวย่านบางลำภู บิดาของท่านชื่อคุณพ่อปลั่ง ศรีศักดา มารดาชื่อคุณแม่เจิม ศรีศักดา  ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนคาถาอาคมทั้งหมด จากผู้เป็นทั้งบิดาและอาจารย์ ท่านได้เริ่มสักยันต์ตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยมีท่านอาจารย์ปลั่งเป็นผู้สอนและถ่ายทอดวิชาแขนงต่างๆทั้งหมดให้แก่อาจารย์สมใจ แบบพ่อสอนลูก ครูสอนศิษย์แต่เพียงผู้เดียว ในปี พ.ศ.2500 อาจาย์สมใจได้เข้าอุปสมบท ณ วัดสังเวช ในขณะที่ได้อุปสมบทอยู่ในพรรษานั้น ทางท้องสนามหลวงได้มีงานฉลองกึ่งพุทธการ ได้มีการนำพระพุทธ 25 ศรรตวรรต มาทำการพุทธาภิเษก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วสารทิศในไทยเข้าร่วมพิธี พ่อสมใจในขณะนั้นซึ่งยังอุปสมบทอยู่ได้รับนิมนต์ให้ไปเข้าร่วมพิธีปลุกเสกพระพุทธ 25 ศรรตวรรต ณ มนฑลพิธีในครั้งนั้นด้วย

อาจารย์ กฤษณพล กันศิริ ทายาทสักยันต์รุ่นที่สี่

ยังมีเรื่องเล่าเป็นที่กล่าวขานเกี่ยวกับเรื่องราวความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์หลังจากที่ได้รับการสักยันต์สายนะอุตตะรังไปแล้วนั้น ว่าในช่วงเวลาตอนใกล้พลบค่ำของวันหนึ่งได้มีกลุ่มนายตำรวจบุกเข้าล้อมบ้านของอาจารย์สมใจ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ได้ทราบมาว่ามีจอมโจรฉายาสี่คิงโพธิ์ดำ ซึ่งเป็นศิษย์ของอาจารย์สมใจนั้น ได้เข้ามาหาท่านอาจารย์สมใจบนบ้าน จึงได้นำกำลังตำรวจเข้ามาปิดล้อมเพื่อทำการจับกุมตัวโจรสี่คิงโพธิ์ดำ อาจารย์สมใจได้เล่าว่าโจรสี่คิงนั้นได้ขึ้นมาบนบ้านอาจารย์แล้วพูดออกมาว่า “ คงจะไม่ได้มาที่นี่อีกแล้ว ” โจรสี่คิงโพธิ์ดำก็ร้องให้ แล้วก้มลงกราบเท้าของอาจารย์สมใจและหันหลังเดินลงบันไดบ้านเป็นเวลาเดียวกันที่บรรดาตำรวจที่เข้าล้อมรอบตัวบ้านอยู่นั้นได้วิ่งสวนทางขึ้นมา แต่กลับไม่มีใครพบเห็นตัวโจรสี่คิงโพธิ์ดำ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นที่ร่ำลือกันว่า จอมโจรสี่คิงโพธิ์ดำ สามารถล่องหนหายตัวได้ เพราะได้รับการสักยันต์จากอาจารย์สมใจ ศรีศักดา อันเป็นที่ประจักแก่สายตาของบรรดาตำรวจในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณข้อมูลจาก sakyant-masterkrit / Kitsanapon Kansiri ครูสักยันต์รุ่นที่สี่แห่งสำนักนะอุตตะรัง

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาของตำนาน สำนักสักยันต์นะอุตตะรัง บทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติบุคคลคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านผู้มีพระคุณ ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!